
สวัสดีครับนักเดินทางแห่งโลกภาพยนตร์ทุกท่าน “มั้ม” เองครับ วันนี้ผมขอพาทุกท่านหลีกหนีจากความวุ่นวายในโลกความจริง แล้วออกเดินทางไปพร้อมกับแผ่นฟิล์มที่เต็มไปด้วยความหมาย
ผมมีความเชื่อเสมอว่า ภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่สื่อบันเทิงฆ่าเวลา แต่มันคือ “ตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส” ที่พาดวงวิญญาณของเราออกไปสำรวจโลกกว้าง เป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความงดงามของเพื่อนมนุษย์ และในหลายๆ ครั้ง หนังดีๆ เพียงหนึ่งเรื่องก็เปรียบเสมือนอ้อมกอดอุ่นๆ ที่ช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่เราอ่อนล้า
วันนี้ผมได้คัดเลือก 5 ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจ ที่ไม่ได้มีดีแค่พล็อตเรื่อง แต่ยังโดดเด่นด้วยงานภาพระดับรางวัล และบทสนทนาที่ลึกซึ้งกินใจ เตรียมสมุดโน้ตไว้จดโควตดีๆ แล้วออกเดินทางไปพร้อมกันเลยครับ
อันดับที่ 1: The Secret Life of Walter Mitty (2013) – ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์ มิตตี้
หมวดหมู่: ผจญภัย / ค้นหาตัวเอง
หากคุณกำลังรู้สึกว่าชีวิตมันจำเจ ทำแต่งานเดิมๆ เดินทางเส้นทางเดิมๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้คือ “นาฬิกาปลุก” ชั้นดีที่จะปลุกคุณให้ตื่นจากการหลับใหลครับ
The Secret Life of Walter Mitty เล่าเรื่องราวของพนักงานนิตยสาร Life ผู้มีนิสัยชอบเหม่อลอยและสร้างโลกจินตนาการสุดล้ำในหัวเพื่อหลีกหนีความน่าเบื่อในชีวิตจริง จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาถูกบีบให้ต้องออกเดินทางข้ามทวีปไปตามหาฟิล์มภาพถ่ายรูปสุดท้ายที่หายไป การผจญภัยในโลกความจริงของเขาจึงเริ่มต้นขึ้น
จุดที่มั้มประทับใจ: สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้งดงามราวกับงานศิลปะชิ้นเอกคือ “งานภาพ (Cinematography)” ครับ ผู้กำกับและนักแสดงนำอย่าง Ben Stiller ถ่ายทอดทิวทัศน์ของไอซ์แลนด์ เทือกเขาหิมาลัย และมหาสมุทรออกมาได้ยิ่งใหญ่ตระการตามาก หนังเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า โลกใบนี้มีอะไรให้เราออกไปค้นหาอีกมากมาย คำขวัญของนิตยสาร Life ในเรื่องที่ว่า “To see the world, things dangerous to come to… That is the purpose of life.” คือปรัชญาที่ทรงพลังที่สุด หากคุณดูจบ ผมรับรองว่าคุณจะอยากเก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางทันที
อันดับที่ 2: The Pursuit of Happyness (2006) – ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้
หมวดหมู่: ดราม่า / ครอบครัว / สร้างแรงบันดาลใจ
สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับมรสุมชีวิต รู้สึกว่าตัวเองกำลังตกต่ำถึงขีดสุด ผมขอแนะนำให้คุณใช้เวลา 2 ชั่วโมงไปกับภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงเรื่องนี้ครับ
คริส การ์ดเนอร์ (รับบทโดย Will Smith) คือชายที่ต้องเผชิญกับความล้มเหลวทางธุรกิจ ภรรยาทิ้ง ต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน และต้องหอบลูกชายวัย 5 ขวบไปนอนในห้องน้ำสถานีรถไฟใต้ดิน แต่ท่ามกลางความมืดมิด เขายังคงกัดฟันสู้เพื่อโอกาสในการเป็นนายหน้าค้าหุ้น โดยไม่ยอมให้ความยากจนมาพรากความฝันของเขาไป
จุดที่มั้มประทับใจ: นี่คือภาพยนตร์ที่ทรงพลังและดิบเถื่อนในแง่ของการต่อสู้ชีวิต การแสดงของ Will Smith ยอดเยี่ยมจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ฉากที่เขาต้องเอามือปิดหูลูกชายในห้องน้ำเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงคนมาเคาะประตู คือฉากที่บีบคั้นหัวใจที่สุด หนังเรื่องนี้ไม่ได้บอกว่าความสำเร็จได้มาง่ายๆ แต่มันตอกย้ำประโยคคลาสสิกที่คริสสอนลูกว่า “อย่าให้ใครมาบอกว่าลูกทำอะไรไม่ได้… ถ้าลูกมีความฝัน ลูกต้องปกป้องมัน” นี่คือยาชูกำลังชั้นยอดสำหรับคนที่กำลังท้อแท้ครับ
อันดับที่ 3: Forrest Gump (1994) – อัจฉริยะปัญญานิ่ม
หมวดหมู่: ดราม่า / โรแมนติก / ประวัติศาสตร์(รางวัลออสการ์ 6 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)
ถ้าจะพูดถึง “หนังรางวัล” ที่เข้าถึงง่ายและให้ข้อคิดลึกซึ้งที่สุดตลอดกาล Forrest Gump คือชื่อแรกที่มั้มจะนึกถึงเสมอครับ
ฟอร์เรสท์ กัมป์ (รับบทโดย Tom Hanks) คือชายที่มีระดับไอคิวต่ำกว่ามาตรฐานและมีปัญหาทางสรีระในวัยเด็ก แต่เขากลับมีหัวใจที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าใคร หนังพาเราเดินทางผ่านเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของอเมริกาผ่านมุมมองของฟอร์เรสท์ ผู้ซึ่งไม่เคยคิดซับซ้อน ไม่เคยตั้งคำถามถึงความเกลียดชัง แต่ใช้ชีวิตด้วยความซื่อสัตย์และทำทุกอย่างตรงหน้าให้ดีที่สุด
จุดที่มั้มประทับใจ: ภาพยนตร์เรื่องนี้คือบทกวีที่ว่าด้วย “การยอมรับในโชคชะตา” สัญลักษณ์ของ “ขนนก” ที่ปลิวไปตามสายลมในตอนต้นและตอนจบของเรื่อง สะท้อนให้เห็นว่าชีวิตคนเราก็เหมือนขนนกที่ล่องลอยไปตามกระแสลมแห่งโชคชะตา เราอาจกำหนดทิศทางลมไม่ได้ แต่เราเลือกได้ว่าจะร่อนลงพื้นอย่างสง่างามได้อย่างไร ประโยคที่ว่า “Life is like a box of chocolates, you never know what you’re gonna get.” ยังคงเป็นสัจธรรมที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยครับ
อันดับที่ 4: Good Will Hunting (1997) – ตามหาศรัทธา…รัก
หมวดหมู่: ดราม่า / จิตวิทยา(รางวัลออสการ์ 2 สาขา รวมถึงบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม)
นี่คือภาพยนตร์เยียวยาจิตใจที่เขียนบทโดย Matt Damon และ Ben Affleck (ซึ่งคว้าออสการ์ไปครองจากเรื่องนี้) เป็นหนังที่สกัดเอาความเจ็บปวดในวัยเด็กและการก้าวข้ามกำแพงในใจของมนุษย์ออกมาได้อย่างหมดจด
วิล ฮันติ้ง (Matt Damon) คือภารโรงในมหาวิทยาลัย MIT ผู้มีอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์ระดับหาตัวจับยาก แต่ลึกๆ แล้วเขาคือเด็กหนุ่มที่มีบาดแผลทางใจ ก้าวร้าว และสร้างกำแพงปฏิเสธทุกคน จนกระทั่งเขาได้พบกับ ดร.ฌอน แม็คไกวร์ (Robin Williams) จิตแพทย์ที่ไม่ได้ใช้แค่ทฤษฎีในการรักษา แต่ใช้ “หัวใจ” ในการทะลวงกำแพงของวิล
จุดที่มั้มประทับใจ: หนังเรื่องนี้คือการต่อสู้ทางความคิดและอารมณ์ผ่าน “บทสนทนา” ล้วนๆ ครับ ไม่ต้องมีเอฟเฟกต์ ไม่ต้องมีฉากแอคชั่น แต่ทุกคำพูดเชือดเฉือนและเข้าไปถึงก้นบึ้งของวิญญาณ ฉากที่ ดร.ฌอน พูดประโยคสั้นๆ ว่า “It’s not your fault” (มันไม่ใช่ความผิดของเธอ) ซ้ำๆ จนวิลปล่อยโฮออกมา คือหนึ่งในฉากการปลดล็อกปมในใจที่งดงามที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ หนังเรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเราทุกคนล้วนคู่ควรที่จะได้รับความรัก
อันดับที่ 5: Life of Pi (2012) – ชีวิตอัศจรรย์ของพาย
หมวดหมู่: ผจญภัย / แฟนตาซี / ปรัชญา(รางวัลออสการ์ 4 สาขา รวมถึงผู้กำกับยอดเยี่ยม)
ขอปิดท้ายด้วยผลงานภาพยนตร์ที่มั้มขอยกให้เป็น “วิชวลอาร์ต” ที่เหนือระดับที่สุดจากผู้กำกับ Ang Lee เป็นการเดินทางที่ท้าทายทั้งศรัทธา ศาสนา และขีดจำกัดของการเอาชีวิตรอด
เรื่องราวของ พาย เด็กหนุ่มชาวอินเดียที่ต้องรอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือแตก และต้องลอยเคว้งคว้างอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกบนเรือชูชีพลำเล็กๆ เป็นเวลาถึง 227 วัน แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เขาไม่ได้อยู่คนเดียว… บนเรือลำนั้นมีเสือเบงกอลตัวโตเต็มวัยที่ชื่อ “ริชาร์ด ปาร์กเกอร์” อยู่ด้วย!
จุดที่มั้มประทับใจ: นอกจากงานภาพ 3 มิติและการทำ CG เสือที่สมจริงจนคว้ารางวัลออสการ์แล้ว สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพอันสวยงามคือ “สัญญะทางปรัชญา” ที่ล้ำลึกมากครับ ท้องทะเลเปรียบเสมือนความไม่แน่นอนของชีวิต ส่วนเสือริชาร์ด ปาร์กเกอร์ ก็เปรียบเสมือน “ความหวาดกลัว” หรือสัญชาตญาณดิบในตัวเรา พายรอดชีวิตมาได้ไม่ใช่เพราะเขาฆ่าเสือ แต่เพราะเขาเรียนรู้ที่จะ “อยู่ร่วม” กับความกลัวนั้นต่างหาก ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทิ้งคำถามสำคัญไว้ในใจคุณว่า ท้ายที่สุดแล้ว คุณจะเลือกเชื่อในเรื่องราวแบบไหน?
การเดินทางผ่านแผ่นฟิล์มทั้ง 5 เรื่องนี้ มั้มหวังว่าจะเป็นสะพานเชื่อมให้ทุกท่านได้ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ และได้เติมพลังบวกให้กับชีวิตนะครับ จำไว้เสมอว่า ไม่ว่าฉากในชีวิตจริงของคุณตอนนี้จะหม่นหมองแค่ไหน คุณคือ “ผู้กำกับ” ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางและสร้างตอนจบที่งดงามให้กับตัวคุณเองได้เสมอ
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการดูหนังครับ!










