
สวัสดีชาว Team NungD ทุกคนครับ! วันนี้เราจะมารีวิวภาพยนตร์ไทยที่สร้างปรากฏการณ์น้ำตาท่วมโรงและกวาดรายได้อย่างถล่มทลายทั้งในไทยและเอเชีย นั่นก็คือ “หลานม่า” (How to Make Millions Before Grandma Dies) จากค่าย GDH นั่นเองครับ
ต้องบอกก่อนเลยว่าก่อนเข้าไปดู ทีมงานเราเตรียมทิชชู่ไปเยอะมาก เพราะได้ยินคำร่ำลือมาหนาหูจากทุกโซเชียลมีเดีย และเมื่อดูจบก็พบว่า… ทิชชู่ที่เตรียมไปนั้นแทบจะไม่พอครับ! ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่การบีบคั้นอารมณ์เรียกน้ำตา แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิต ความสัมพันธ์ และบาดแผลในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนได้อย่างลึกซึ้งและสมจริงที่สุด มาดูกันตามสไตล์ Team NungD ครับว่าทำไม “หลานม่า” ถึงเป็นหนังดีที่คุณต้องดู
ข้อมูลภาพยนตร์ (Movie Info)
ชื่อเรื่อง: หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies)
ผู้กำกับ: พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ (จากผลงาน ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์)
นักแสดงนำ: พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล (บิวกิ้น), อุษา เสมคำ (ยายแต๋ว), ต้นตะวัน ตันติเวชกุล (ตู), สัญญา คุณากร (ดู๋), พงศธร จงวิลาส (เผือก), สาริเนส เอ็นโด (เจีย)
ความยาวภาพยนตร์: 125 นาที (2 ชั่วโมง 5 นาที)
แนวภาพยนตร์: ดราม่า / ครอบครัว
ค่ายภาพยนตร์: GDH 559
ช่องทางรับชม: โรงภาพยนตร์ / แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง (อัปเดตตามประกาศของค่าย)
เรื่องย่อ หลานม่า แบบไม่สปอยล์
“หลานม่า” เล่าเรื่องราวของ เอ็ม (รับบทโดย บิวกิ้น พุฒิพงศ์) ชายหนุ่มวัยรุ่นที่ตัดสินใจดร็อปเรียนมาเป็นนักแคสต์เกมแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่วาดฝันไว้ วันหนึ่งเขาเห็น มุ่ย (รับบทโดย ตู ต้นตะวัน) ลูกพี่ลูกน้องของเขา ได้รับมรดกเป็นบ้านหลังใหญ่โตมูลค่าหลายสิบล้านบาทจากการไปดูแลอากงที่ป่วยในวาระสุดท้าย เอ็มจึงเกิดไอเดียและแรงบันดาลใจที่จะทำแบบเดียวกัน หรือที่มุ่ยเรียกว่าการเป็น “หลานกตัญญูแบบเต็มเวลา”
เขาตัดสินใจเก็บกระเป๋าและอาสาไปดูแล อาม่า (รับบทโดย ยายแต๋ว อุษา) ยายแท้ๆ ของตนเองที่เพิ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย และมีเวลาเหลืออยู่เพียงไม่กี่เดือน จุดประสงค์เริ่มต้นของเอ็มนั้นชัดเจนและตรงไปตรงมามาก นั่นคือการทำดีเพื่อหวังจะชนะใจอาม่าและได้รับมรดกเป็นบ้านเก่าในย่านตลาดพลู
แต่เมื่อเวลาผ่านไป การที่เด็กหนุ่มเจน Z อย่างเอ็มต้องไปใช้ชีวิตอยู่กับอาม่า ได้เห็นกิจวัตรประจำวันที่เชื่องช้า ได้พูดคุยถกเถียง และได้รับรู้ถึงความเหงาของคนแก่ที่เฝ้ารอลูกหลานมาเยี่ยมในทุกๆ วันอาทิตย์ ความรู้สึกและจุดประสงค์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของเอ็มก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เรื่องราวความผูกพันต่างวัยที่เริ่มต้นจาก “ผลประโยชน์และเงินตรา” จะลงเอยอย่างไร ต้องไปติดตามชมในภาพยนตร์ครับ
ความรู้สึกหลังดู (Review ฉบับ Team NungD)
หลังจากที่ Team NungD ได้ไปพิสูจน์ภาพยนตร์เรื่องนี้มา ต้องขอบอกเลยว่านี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ไทยแนวครอบครัวที่ดีที่สุดในรอบหลายปี มันทำงานกับความรู้สึกของคนดูอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน หรือครอบครัวขยายที่มีปู่ย่าตายายคอยเลี้ยงดูมา หนังเรื่องนี้จะเหมือนเอากระจกบานใหญ่มาตั้งตรงหน้าคุณเลยทีเดียว
จุดที่ชอบ (Pros)
การแสดงระดับมาสเตอร์พีซที่ไร้รอยต่อ: สิ่งที่ต้องชื่นชมเป็นอันดับแรกคือการแสดงของ ยายแต๋ว อุษา ในบทอาม่า ยายแต๋วถ่ายทอดความเป็นคนแก่ที่ปากแข็งแต่ใจอ่อน มีความน้อยใจลูกหลานลึกๆ ตามสไตล์ผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าพูดตรงๆ แต่ก็ยังรักและหวังดีเสมอออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ เหมือนเรากำลังดูญาติผู้ใหญ่ของเราเอง ส่วน บิวกิ้น ก็สามารถลบภาพนักร้องหนุ่มสุดหล่อ กลายเป็นไอ้เอ็ม เด็กหนุ่มวัยรุ่นธรรมดาๆ ที่มีความเห็นแก่ตัวนิดๆ มึนๆ แต่ก็มีความเป็นมนุษย์สูงมาก เคมีระหว่างบิวกิ้นและยายแต๋วคือหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้สมบูรณ์แบบ
บทภาพยนตร์ที่สมจริงและละเอียดอ่อน: ผู้กำกับพัฒน์ บุญนิธิพัฒน์ และทีมเขียนบท ใส่ใจในรายละเอียดของวิถีชีวิตคนไทยเชื้อสายจีนได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งเรื่องความเชื่อ การไหว้เจ้า การแบ่งแยกความสำคัญและภาระหน้าที่ระหว่างลูกชายและลูกสาว (ที่มักจะเห็นลูกชายคนโตเป็นความหวัง และลูกสาวเป็นคนรับใช้) บทสนทนาในเรื่องดูจริงมาก ไม่มีคำพูดที่ประดิษฐ์ให้สวยหรูเกินไป มันคือบทสนทนาที่เราได้ยินกันบนโต๊ะกินข้าวที่บ้านจริงๆ ดิบและจริงใจ
การเล่าเรื่องที่ค่อยๆ ซึมลึก: หนังไม่ได้พยายามขยี้หรือบีบคั้นน้ำตาคนดูด้วยฉากฟูมฟายตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่เลือกที่จะเล่าไปเรื่อยๆ ผ่านกิจวัตรประจำวัน การไปหาหมอ การทำกับข้าว การเข็นรถเข็นไปตลาด ค่อยๆ ให้คนดูซึมซับความผูกพันของตัวละคร เมื่อถึงจุดที่ต้องปลดปล่อยอารมณ์ในองค์สุดท้าย มันจึงทรงพลังและกระแทกใจคนดูแบบไม่ทันตั้งตัว
งานภาพและโปรดักชั่นดีไซน์: งานภาพที่ถ่ายทอดบรรยากาศของชุมชนตลาดพลูและบ้านอาม่า ให้ความรู้สึกอบอุ่น คุ้นเคย แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงความอึดอัดและเงียบเหงาในเวลาที่ลูกหลานไม่อยู่ ผสมผสานกับดนตรีประกอบที่เรียบง่ายแต่เข้ามาในจังหวะที่พอดี ช่วยส่งให้อารมณ์ของหนังไปถึงขีดสุด
จุดที่ขัดใจ (Cons)
จังหวะการเล่าเรื่องในช่วงแรก: สำหรับบางคนที่คุ้นชินกับภาพยนตร์ที่มีการดำเนินเรื่องฉับไว หรือคาดหวังความเป็นคอเมดี้จ๋าๆ อาจจะรู้สึกว่าในช่วง 30 นาทีแรก หนังมีการปูเรื่องที่ค่อนข้างเนิบนาบและใช้เวลาในการสร้างบริบทแวดล้อมนานไปสักนิด แต่ขอให้เชื่อเถอะว่า เมื่อเครื่องติดแล้ว หนังจะดึงคุณเข้าไปอยู่ในโลกของอาม่าจนถอนตัวไม่ขึ้น
การกระจายบทของตัวละครรอง: แม้ว่าตัวละครอย่างลูกๆ ของอาม่า (กู๋เคี้ยง, กู๋โส่ย, และแม่ของเอ็ม) จะมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนและสะท้อนปัญหาครอบครัวในมิติต่างๆ ได้ดี แต่แอบเสียดายที่บางตัวละครน่าจะได้รับการขยายความหรือมีแอร์ไทม์มากกว่านี้ เพื่อให้เห็นมิติความขัดแย้งและภูมิหลังของครอบครัวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สรุป หลานม่า สนุกไหม? คะแนนรีวิว
“หลานม่า” ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ที่ทำมาเพื่อสร้างกระแสเรียกน้ำตาฉาบฉวย แต่มันคือผลงานศิลปะที่ชวนให้เราหันกลับมามองคนใกล้ตัว หนังตั้งคำถามสำคัญกับเราว่า เรากำลังหลงลืมใครบางคนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตเฝ้ารอเราอยู่หรือเปล่า? และแท้จริงแล้ว สิ่งที่คนแก่ต้องการในบั้นปลายชีวิตอาจจะไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ เงินทอง หรือการดูแลที่หรูหรา แต่มันคือ “เวลา” และ “การมีตัวตน” ในสายตาของลูกหลาน
Team NungD ขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ และถ้าเป็นไปได้ พาครอบครัว พ่อแม่ หรือคนที่คุณรักไปดูด้วยกัน และอย่าลืมเตรียมทิชชู่ไปเยอะๆ เพราะมันจะกระชากน้ำตาคุณออกมาแบบไม่รู้ตัว เป็นหนังไทยที่ควรค่าแก่การรับชมเพื่อสัมผัสประสบการณ์ทางอารมณ์ที่งดงามครับ
| การประเมิน | คะแนน |
| บทภาพยนตร์ (Story & Script) | 9/10 |
| การแสดง (Acting) | 10/10 |
| งานภาพ/โปรดักชั่น (Cinematography) | 8.5/10 |
| ความบันเทิง/อารมณ์ร่วม (Enjoyment) | 9/10 |
| คะแนนเฉลี่ยจาก Team NungD | 9/10 (⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️) |
เหตุผล: สมบูรณ์แบบในแง่ของการถ่ายทอดอารมณ์ การแสดงที่ไร้ที่ติ และบทภาพยนตร์ที่เรียบง่ายแต่งดงาม หักนิดหน่อยตรงความเนิบช้าในช่วงแรก แต่โดยรวมนี่คือ “หนังดี ที่คุณต้องดู” ประจำปีนี้อย่างแท้จริง!












